ความเป็นมาของแมว กับมนุษย์เรานั้น มีความเกี่ยวข้องกันมา อย่างยาวนานถึง 9,500 ปี เพราะมีการค้นพบ มัมมี่แมว ในสมัยอียิปต์โบราณ ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่เก่าแก่ที่สุด

แมวถือเป็น สัตว์เลี้ยงยอดนิยม สำหรับคนทั่วทั้งโลก เพราะความน่ารัก แสนซน แถมบางตัวยังขี้อ้อน ทำให้หลายๆ คน ยอมตกเป็น ‘ทาสแมว’ กันเลยทีเดียว

แต่จากการศึกษา ของนักวิทยาศาสตร์ ที่ได้ทำการค้นพบว่า แมวเป็นสัตว์ที่เป็นภัยคุกคาม ต่อสัตว์ และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างมาก เพราะแมวเป็นสัตว์ ที่มีสัญชาตญาณนักล่า และหลายครั้งที่ มันล่าหรือฆ่า เพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่ได้กิน

โดยจากสถิติคือ แมวในสหรัฐอเมริกา ฆ่านกไปถึงปีละ 2,000-4,000 ล้านตัว แมวในออสเตรเลีย ฆ่านกไป 70 ล้านตัวต่อปี และแมวในอังกฤษ ฆ่านกไปถึง 27 ล้านตัวต่อปี รวมทั้งหมด แมวฆ่านก ในทั่วโลก ไปถึงปีละ 7,000–20,000 ล้านตัว

ความเป็นมาของแมว

การค้นพบ มัมมี่แมว จากสมัยอียิปต์โบราณ ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่เก่าแก่ที่สุดของแมว โดยพิพิธภัณฑ์ในลอนดอน มีการนำ มัมมี่แมว ที่มาจากการค้นพบ ในพีระมิดโบราณของอียิปต์ จำนวนหลายตัว มาทำการจัดแสดงโชว์

เมื่อเปิดผ้าพันมัมมี่แมว ก็พบว่า แมวในสมัยโบราณ มีรูปร่างเล็ก ขนสั้น และมีแต้มสีน้ำตาล คล้ายคลึงกับ แมวอะบิสซิเนีย ที่ยังคงมีสายพันธุ์ อยู่ในปัจจุบัน

แมว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จัดอยู่ในตระกูล Felidae ซึ่งมีต้นตระกูลมาจาก เสือไซบีเรีย ซึ่งสามารถแบ่งแมว ออกได้เป็น 2 ประเภท คือ แมวขนยาว และ แมวขนสั้น

โดยในปัจจุบัน มีแมวพันธุ์ต่างๆ มากกว่า 30 พันธุ์ อาศัยกระจายอยู่ทั่วโลก โดยไม่นับรวมสัตว์ตระกูลแมว อาทิ แมวป่า แมวดาว เสือ สิงโต

มีความเชื่อกันว่า เมื่อ 4,000 ปีก่อน ชาวอียิปต์ คือคนชาติแรก ที่นำแมวมาเลี้ยง ไว้เป็นสัตว์เลี้ยง และแมวในยุคนั้น ถูกนับถือ ว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต่างจากศาสนา

มีความชื่ออีกว่า แมวบ้าน สืบเชื้อสายมากจาก แมวป่าอาฟริกา เพราะแมวที่ถูกเลี้ยง อยู่ตามบ้านเรือน มักมีรูปร่างเล็ก ลำตัวยาว ช่วงขาสั้น และเป็นสัตว์กินเนื้อ นอกจากนี้ แมวยังมีเขี้ยว และเล็บที่แหลมคม อีกทั้งยังสามารถ หดซ่อนเล็บได้ เหมือนกับเสือ

ชื่อเรียกพันธุ์แมว สายพันธุ์ต่างๆ ที่มีการเรียกกันในทุกวันนี้ เป็นการแสดงถึงถิ่นกำเนิด จากที่แมวพันธุ์นั้น ได้ถือกำเนิดขึ้นมา เช่น แมวสยาม แมวโซมาลี แมวอะบิสซิเนีย แมวเปอร์เซีย แมวบาหลี เป็นต้น

ลักษณะนิสัยของแมว

ดูเหมือนแมวจะนอนตลอดทั้งวัน แต่ความเป็นจริงแล้ว มันจะหลับๆ ตื่นๆ สลับกัน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ โดยแมวจะตื่นขึ้นมา เพื่อจะสำรวจ หาสิ่งแปลกปลอม หรือเสียง ที่อยู่รอบๆ ตัว และหากไม่มีอะไรน่าสนใจ มันก็จะนอนต่อ

ในขณะที่ แมวกำลังนอนหลับ หูของมัน กลับไม่เคยหยุดนิ่ง แต่จะพลิกไปมา เพื่อดักฟังเสียงแปลกปลอม โดยหูของแมว สามารถฟังเสียงความถี่ ได้สูงกว่า ที่หูมนุษย์จะได้ยิน

แมวเป็นสัตว์หากินกลางคืน และชอบหาเหยื่อ บริเวณรอบๆ บ้าน ได้แก่ หนู นก แมลง ไก่ ปลา เป็นต้น นอกจากนี้ มันอาจจะกินหญ้า ในเวลาที่ต้องการแร่ธาตุ หรือวิตามินบางชนิด ได้ด้วย

แมวหลายตัวชอบถู ชอบเกลือกตัว กับที่ที่มีกลิ่นแรง เพราะเป็นสัญชาติญาณ จากธรรมชาติของมัน

ระบบในร่างกายของแมว

แมวต้องการโปรตีนประมาณ 20% จากอาหาร มันมีปัญหาในการย่อยพืช แต่สามารถย่อยเนื้อ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแมวจะกินหญ้าบ้าง เพื่อให้หญ้า เป็นแหล่งใยอาหาร หรือเป็นแหล่งของกรดโฟลิก

แมวเก็บรักษาความร้อน โดยลดการไหลเวียนของเลือด ไปยังผิว และระบายความร้อน โดยการระเหยผ่านปาก ที่สำคัญคือ แมวสามารถทนได้ ในอุณหภูมิที่สูงมาก คือมันจะเริ่มแสดงความรู้สึกไม่สบายผิว ก็ต่อเมื่ออุณหภูมิสูงประมาณ 52 องศาเซลเซียส

ฉี่และอึของแมว มีความเข้มข้นสูง ซึ่งแสดงถึงการปรับตัว ที่ช่วยให้แมวเก็บน้ำ ไว้ในร่างกายได้มากที่สุด

การผสมพันธุ์ของแมว

แมวตัวเมียเป็นสัด ปีละ 3-4 ครั้ง แต่ละครั้ง ยาวนานประมาณ 3 วัน โดยเมื่อแมวตัวเมีย พร้อมที่จะผสมพันธุ์ มันจะปล่อยกลิ่น ส่งเสียงร้อง และจะยอมให้ตัวผู้เข้าใกล้ เพื่อผสมพันธุ์ได้

แมวตัวเมีย ใช้เวลาตั้งท้อง นานประมาณ 63-66 วัน มันออกลูก ปีละประมาณ 2 ครอก และมีลูกได้ 1-8 ตัว โดยชอบออกลูกในสถานที่เงียบ และไม่ถูกรบกวน

โดยลูกแมวแรกเกิด จะหนักประมาณ 85-110 กรัม เปิดตาได้ ภายใน 7-20 วัน เริ่มเดินได้ เมื่ออายุ 9-15 วัน เริ่มกินอาหารแข็งได้ เมื่ออายุ 4 สัปดาห์ จะหย่านม เมื่ออายุ 8-10 สัปดาห์ จะสามารถแยกจากแม่ และหากินเองได้ เมื่ออายุ 6 เดือน และพร้อมที่จะผสมพันธุ์ เมื่ออายุ 10-12 เดือน