ติดเชื้อราแมว ถือเป็นโรคภัยใกล้ตัว ที่บรรดาคนเลี้ยงแมว ควรระมัดระวังไว้ เพราะแมวที่คุณเลี้ยงนั้น สามารถนำโรคบางอย่าง มาสู่คนเลี้ยงได้ ซึ่งโรคที่พบได้บ่อยก็คือ ‘โรคเชื้อราแมว’ ที่จะทำให้มีผื่นคัน ขึ้นบริเวณผิวหนัง และหนังศีรษะ

โดยโรคเชื้อราแมว ถ้าไม่ได้รับการรักษา ผื่นแดงก็จะลามกระจายไปทั่วทั้งตัว จากนั้นเมื่อผื่นหาย ก็จะทิ้งรอยดำ ซึ่งต้องใช้เวลานาน กว่าผิวจะกลับมาเป็นปกติได้

นอกจาก ‘แมว’ แล้ว สัตว์ชนิดอื่นๆ ก็สามารถติดเชื้อรานี้ ได้เช่นกัน เช่น สุนัข กระต่าย หนูแฮมสเตอร์ หรือสัตว์ที่มีขนยาว เป็นต้น ดังนั้น หากคิดจะเลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะชนิดไหนก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลให้ดี ก่อนที่จะเลี้ยง และต้องหมั่นสังเกตอาการ รวมทั้งสุขภาพของสัตว์เลี้ยงด้วย

ติดเชื้อราแมว มีสาเหตุจากอะไร?

เชื้อราถือว่าเป็นโรคผิวหนัง ที่สามารถพบได้บ่อย และมีหลายชนิด แต่ปัญหาเชื้อราแมวนั้น ส่วนใหญ่ที่พบจะเกิดจาก Microsporum Canis เป็นสาเหตุ ซึ่งเชื้อราประเภท Microsporum Canis นั้น มักเกิดจากความชื้น ที่สะสมตามร่างกายแมว จึงทำให้แมวขนยาว เช่น แมวเปอร์เซีย หรือแมวเมนคูน มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากกว่า เพราะขนยาวๆ ของมัน สามารถสะสมความชื้น ได้มากกว่าแมวขนสั้น

นอกจากนี้ การอาบน้ำแมวบ่อยเกินไป การเช็ดขนแมวไม่แห้ง การใช้ผ้าผืนเดียวกับแมวหลายตัว ก็มีโอกาสที่จะทำให้ เกิดโรคเชื้อราแมวได้ และยังทำให้โรคติดต่อ ไปยังแมวตัวอื่นได้ด้วย ส่วนการติดโรคเชื้อราแมว สู่คนเลี้ยงนั้น เกิดจากการที่แมว มีเชื้อราอาศัยอยู่ตามผิวหนัง แล้วคนไปสัมผัสแมวโดยตรง อาทิ กอดแมว อุ้มแมว หอมแมว หรือนอนกับแมวนั่นเอง ซึ่งกลุ่มเสี่ยง ที่จะติดเชื้อราแมวได้ง่ายขึ้น คือ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายไม่แข็งแรง เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ

หาก ‘แมว’ และ ‘คน’ ติดเชื้อราแมว จะมีอาการอย่างไร?

โรคเชื้อราแมว ทำให้แมวเป็นโรคผิวหนัง ขนจะหลุดออกมาเป็นหย่อมๆ ผิวหนังแดง แห้ง ลอก และตกสะเก็ด ซึ่งแมวจะมีอาการคัน และเอาตัวหรือหัวไปถูกับพื้น จนทำให้ขนร่วง แล้วเกิดการอักเสบ ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วได้

กรณีคนติดโรคเชื้อราแมว มักมีอาการคือ มีผื่นแดงเป็นวงๆ ขึ้นตามร่างกาย, มีขุยขึ้นรอบผื่นแดง, คันที่ผื่นแดง และเมื่อเกาบริเวณผื่นแดง แล้วไปสัมผัสบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย ก็จะมีผื่นแดงเพิ่มขึ้น หรือหากติดเชื้อราแมว ที่หนังศีรษะ ก็จะทำให้เส้นผม ร่วงเป็นหย่อมๆ

วิธีรักษา ‘แมว’ จากโรคเชื้อราแมว

จะต้องให้ยาฆ่าเชื้อ ใช้แชมพูฆ่าเชื้อแบบเฉพาะ และอาจให้กินยาร่วมด้วย จนกว่าอาการของแมวจะดีขึ้น โดยคนเลี้ยงต้องคอยดูแล ให้แมวกินยาตามที่สัตวแพทย์สั่ง และหากแมว มีอาการเบื่ออาหาร หรือมีอาการซึม ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที ที่สำคัญคือ ต้องพาแมวไปตรวจร่างกาย ตามที่สัตวแพทย์นัดด้วย

วิธีรักษา ‘คน’ ที่ติดโรคเชื้อราแมว

จะต้องทายา ฆ่าเชื้อราบนผิวหนัง อย่างต่อเนื่อง หากอาการไม่หนักมาก อาการก็จะดีขึ้นใน 3 สัปดาห์ แต่หากอาการหนัก อาจต้องใช้ยาทา ควบคู่ไปกับ การกินยาต้านเชื้อรา หากติดเชื้อราแมวบนศีรษะ จะต้องกินยาต้านเชื้อรา พร้อมกับใช้แชมพูฆ่าเชื้อรา ร่วมกันไปด้วย

เมื่อรักษาอาการเชื้อราแมวหายแล้ว จะมีรอยดำคงอยู่บนผิวหนัง ก่อนจะจางไปเองภายใน 2-3 เดือน และไม่มีแผลเป็นใดๆ แต่บางคนอาจเป็นรอยดำ นานกว่า 2-3 เดือนได้ เพราะกลับมาเป็น โรคเชื้อราแมวซ้ำอีกรอบ จึงทำให้เกิดรอยดำขึ้นมาอีกนั่นเอง

การป้องกัน ไม่ให้แมว ติดโรคเชื้อราแมว ควรทำอย่างไร?

  • ต้องเป่าขนแมว ให้แห้งทุกครั้ง หลังอาบน้ำให้แมว และควรใช้แชมพู หรือครีมอาบน้ำ ที่ช่วยฆ่าเชื้อบนผิวหนัง รวมทั้งไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว ร่วมกับแมวตัวอื่น
  • ทำความสะอาด บริเวณที่เลี้ยงแมว ไม่ให้มีความอับชื้น และกำจัดเชื้อรา ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อรา รวมทั้งซักล้าง และตากแดด เครื่องใช้ของแมว ให้สะอาด
  • พาแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อรา
  • หมั่นสังเกตพฤติกรรม และสุขภาพของแมว
  • หากแมว มีอาการคล้ายเป็นเชื้อรา หรือมีอาการของโรคผิวหนัง ให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที เพื่อไม่ให้อาการรุนแรง และไม่ให้เชื้อรา ลามไปติดแมวตัวอื่นๆ และติดคนเลี้ยงได้
  • หากแมวที่เลี้ยงไว้ มีการติดเชื้อราแมว และเลี้ยงแมวรวมกันหลายตัว ควรแยกแมวที่ป่วย ออกจากแมวที่ยังไม่ป่วย ให้เร็วที่สุด และควรพาแมวทุกตัว ไปทำการตรวจเพาะเชื้อ รวมทั้งงดพาแมว ออกไปข้างนอก จนกว่าแมวจะหายเป็นปกติ

การป้องกัน ไม่ให้คน ติดโรคเชื้อราแมว ควรทำอย่างไร?

  • ทำความสะอาดมือ และอวัยวะต่างๆ ที่สัมผัสกับแมว ให้สะอาดทุกครั้ง
  • ทำความสะอาด โซฟา หมอน พรม หรือของใช้ในบ้าน ที่แมวมีการสัมผัส เป็นประจำ
  • หากพบว่า มีอาการบริเวณผิวหนัง ให้รีบไปพบแพทย์ และเมื่อรักษาคนแล้ว ควรนำแมวไปรักษาด้วย