เอดส์แมว คือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในแมว เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Lentivirus ซึ่งพบได้ใน น้ำในไขสันหลัง เลือด หรือน้ำลาย ของแมวที่ติดเชื้อ สามารถติดต่อได้ ระหว่างแมวสู่แมว และแม่แมวสู่ลูกแมว ในขณะตั้งท้อง จากการกัดกัน ต่อสู้กัน หรือได้รับเลือดจากแมวที่มีเชื้อ ซึ่งมักพบโรคนี้ในแมวเพศผู้ มากกว่าแมวเพศเมีย โดยเฉพาะแมวที่มีการเลี้ยง แบบระบบเปิด หรือเลี้ยงแบบปล่อย แต่จะไม่ติดต่อสู่คน

โดยแมวที่ป่วยเป็นโรคเอดส์แมว ยังไม่มีวิธีในการรักษาให้หายขาด แต่จะต้องดูแลรักษา และพยุงอาการไปตลอด หากแมวที่ป่วยโรคเอดส์แมว มีร่างกายแข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็จะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้

เอดส์แมว หากป่วยโรคนี้ จะมีอาการอย่างไร?

  • ในระยะแรก หรือระยะเบื้องต้น แมวจะเป็นไข้ ซึม อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร
  • ในระยะยาว เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงเรื่อยๆ จะทำให้แมวเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น และหายได้ยากขึ้น
  • ส่วนอาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ คือ โรคทางเดินหายใจ, โรคผิวหนัง, ต่อมน้ำเหลืองโต, เหงือกอักเสบ, ผอม หรือน้ำหนักลด เป็นต้น

วิธีการตรวจ เพื่อวินิจฉัยโรคเอดส์แมว

1.สัตวแพทย์ทำการซักประวัติ และตรวจร่างกายของแมว

2.ทำการตรวจเพิ่มเติม โดยใช้ชุดตรวจ Test Kit หรือใช้วิธี PCR

3.ทำการตรวจซ้ำในอีก 6 เดือน เพื่อยืนยันผลให้แน่ชัด

วิธีการรักษา แมวที่เป็นโรคเอดส์แมว

โรคเอดส์แมว ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด ต้องรักษาตามอาการ และรักษาโรคแทรกซ้อนไปด้วย โดยอาจต้องใช้ ยาปฏิชีวนะ ยาลดอักเสบ ยาต้านไวรัส ยาเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกัน หรือ ใช้แสงเลเซอร์ช่วยลดอักเสบ

วิธีการป้องกัน ไม่ให้แมวป่วยเป็นโรคเอดส์แมว

1.เลี้ยงแมวแบบระบบปิด หรือเลี้ยงภายในบ้าน เพื่อไม่ให้แมวออกไปนอกบ้าน แล้วสัมผัสกับแมวตัวอื่นๆ ที่อาจป่วยโรคนี้

2.ทำหมันแมว เพื่อลดพฤติกรรมต่างๆ ที่อาจนำไปสู่การต่อสู้ หรือกัด กับแมวตัวอื่นๆ จนได้รับเชื้อโรคนี้ได้

3.หากแมวที่เลี้ยงอยู่ เกิดป่วยเป็นโรคเอดส์แมว และเลี้ยงแมวร่วมกันหลายตัว ควรแยกแมวที่ป่วย ออกจากแมวตัวอื่น เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

4.หากรับแมวตัวใหม่เข้ามาเลี้ยง ร่วมกับแมวตัวอื่นๆ ที่เลี้ยงอยู่แล้ว ควรพาไปตรวจคัดกรองโรคก่อน