แมวป่วยพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ โรคที่ติดต่อได้ทางน้ำลาย ของสัตว์ที่ป่วยและมีเชื้อนี้ เช่น การกัด การข่วน การเลียบาดแผล และการที่น้ำลายของสัตว์ที่มีเชื้อ สัมผัสที่ตา ปาก และจมูก เป็นต้น

สัตว์ที่ป่วยโรคนี้ได้มากที่สุด คือสุนัข รองลงมาคือแมว ม้า ลิง วัว และควาย ส่วนในหนู กระรอก กระแต สามารถพบเชื้อไวรัสได้ในน้ำลาย แต่พบได้น้อย โดยหลายๆ คนมักเข้าใจผิดว่า โรคพิษสุนัขบ้านั้น จะพบได้เฉพาะในหน้าร้อน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สามารถพบได้ในทุกฤดูกาล

แมวป่วยพิษสุนัขบ้า มีอาการยังไง

1. พบรอยขีดข่วนตามร่างกาย พบแผลตกสะเก็ด จากการถูกกัดหรือข่วน หรือมีขนขี้ฟู โดยระยะฟักตัวของเชื้อพิษสุนัขบ้า อาจแสดงอาการได้ตั้งแต่ตอนโดนกัด จนถึง 12 เดือน ดังนั้น แม้ไม่พบร่องรอยบาดแผล ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้เป็นโรค

2. มีอาการกล้ามเนื้อสั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว หรือไม่สบายตัว

3. เป็นไข้ประมาณ 2-3 วัน มีอาการซึม และเหนื่อยง่ายกว่าปกติ

4. มีอาการหงุดหงิดง่าย และมีพฤติกรรมก้าวร้าว ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

5. ไม่กินอาการ เบื่ออาหาร หรือกลืนอาหารลำบาก

6. มีน้ำลายไหลตลอดเวลา หรือมีอาการน้ำลายฟูมปาก

7. มีอาการกลัวน้ำ เช่น อยากกินน้ำแต่ไม่กิน ตื่นกลัวน้ำเวลาที่จะอาบน้ำ

8. กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินเซ ทรงตัวผิดปกติ เป็นอัมพาต

เมื่อแมวได้รับเชื้อเรบีส์ ไวรัส (Rabies virus) มาจากน้ำลายของสัตว์ที่ป่วย เชื้อไวรัสตัวนี้ จะเข้าสู่เส้นประสาท และสมองของแมว จากนั้นเมวจะเริ่มแสดงอาการต่างๆ และนำไปสู่การเสียชีวิตได้

ต้องรับมือกับโรคนี้อย่างไร

โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ สามารถป้องกันได้ ก่อนที่จะเกิดปัญหา โดยการพาแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรค เข็มที่ 1 ตอนอายุ 3 เดือน เข็มที่ 2 ตอนอายุ 6 เดือน และฉีดวัคซีนกระตุ้น เป็นประจำทุกๆ ปี และที่สำคัญคือ ต้องหมั่นสังเกตแมวที่เลี้ยง ว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่ เพื่อจะได้รีบพาไปพบแพทย์ได้ทันท่วงที