แมว ถือเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยม สำหรับคนไทยเราและคนทั่วโลก ด้วยเพราะความน่ารัก ขี้อ้อน แสนซน แถมยังช่วยเยียวยาหัวใจ และผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ทำให้หลายๆ คนตกเป็น ‘ทาสแมว’ กันได้ ทั้งแบบรู้ตัว และไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

ซึ่งหลายคนที่เลี้ยงแมว อาจยังไม่รู้ประวัติความเป็นมาของมัน ว่าแมวกับมนุษย์เรานั้น มีความเกี่ยวข้องกันมายาวนานถึง 9,500 ปี เพราะมีการค้นพบ ‘มัมมี่แมว’ ในสมัยอียิปต์โบราณ ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่เก่าแก่ที่สุดของแมว

แมว มีประวัติความเป็นมาอย่างไร

แมวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่มีช่วงลำตัวยาวประมาณ 40 เซนติเมตร จัดอยู่ในตระกูล Felidae ซึ่งมีต้นตระกูลมาจาก ‘เสือไซบีเรีย’ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของแมว คือมีการค้นพบมัมมี่แมว จากสมัยอียิปต์โบราณ โดยที่พิพิธภัณฑ์ในลอนดอน มีการนำมัมมี่แมวจำนวนหลายตัว ซึ่งมาจากการค้นพบ ที่พีระมิดโบราณของอียิปต์ มาทำการจัดแสดงโชว์ ซึ่งเมื่อนำผ้าที่พันมัมมี่แมวออก ก็พบว่าแมวในสมัยโบราณ มีลักษณะเป็นแมวรูปร่างเล็ก ขนสั้น และมีแต้มสีน้ำตาล ซึ่งคล้ายคลึงกับ ‘แมวอะบิสซิเนีย’ ที่มีสายพันธุ์อยู่ในปัจจุบัน

โดยแมวแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ แมวขนยาว และ แมวขนสั้น ในปัจจุบันมีแมวพันธุ์ต่างๆ อยู่ทั่วโลก มากกว่า 30 พันธุ์ ยังไม่นับรวมสัตว์ตระกูลแมว เช่น เสือ แมวดาว แมวป่า หรือสิงโต

แมวที่ถูกเลี้ยงตามบ้าน มักจะมีรูปร่างเล็ก ลำตัวยาว ช่วงขาสั้น และจัดอยู่ในประเภทสัตว์กินเนื้อ นอกจากนี้ แมวยังมีเขี้ยว และเล็บที่แหลมคม อีกทั้งยังสามารถหดซ่อนเล็บได้ เช่นเดียวกับเสือ

มีความเชื่อว่า แมวบ้านสืบเชื้อสายมากจาก ‘แมวป่าอาฟริกา’ และชาวอียิปต์ คือคนชาติแรก ที่นำแมวมาเลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยง ตั้งแต่เมื่อ 4,000 ปีก่อน โดยแมวในยุคสมัยนั้น ถูกนับถือว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต่างจากศาสนาเลย

ชื่อเรียกพันธุ์แมว ที่เรียกกันในทุกวันนี้ เช่น แมวเปอร์เซีย แมวสยาม แมวบาหลี แมวอะบิสซิเนีย หรือแมวโซมาลี เป็นการแสดงถึงถิ่นกำเนิด ที่แมวพันธุ์นั้นถือกำเนิดขึ้นมา

ระบบต่างๆ ในร่างกายของแมว

  • แมวต้องการโปรตีนจากอาหาร ประมาณ 20%
  • แมวสามารถย่อยเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีปัญหาในการย่อยพืช
  • แมวจะกินหญ้าเป็นครั้งคราว เพื่อใช้หญ้าเป็นแหล่งของกรดโฟลิก หรือใช้ในการเป็นแหล่งใยอาหาร
  • ไตของแมว ทำให้แมวอยู่รอดได้ หากกินแค่เนื้อสัตว์ โดยไม่ต้องกินน้ำเพิ่ม
  • ฉี่และอึของแมว จะมีความเข้มข้นสูง แสดงถึงการปรับตัว ที่ช่วยให้แมวเก็บน้ำ ไว้ในร่างกายได้มากที่สุด
  • แมวสามารถขับเหงื่อ ที่ต่อมซึ่งอยู่ในอุ้งเท้า และจะหอบเพื่อบรรเทาความร้อน ที่อุณหภูมิสูงมากเท่านั้น แต่ก็อาจหอบได้ เมื่อมันมีความเครียดด้วย
  • แมวสามารถทนได้ ในอุณหภูมิที่สูงมาก คือมันจะเริ่มแสดงความรู้สึกไม่สบายผิว ก็ต่อเมื่ออุณหภูมิสูงประมาณ 52 องศาเซลเซียส ในขณะที่มนุษย์จะเริ่มอึดอัดผิว ที่อุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียสเท่านั้น
  • แมวเก็บรักษาความร้อน โดยลดการไหลเวียนของเลือดไปยังผิว และระบายความร้อน โดยการระเหยผ่านปาก

นิสัยของแมว

  • แมวเป็นสัตว์หากินกลางคืน
  • แมวชอบหาเหยื่อรอบๆ บ้านเช่น หนู นก ไก่ ปลา หรือแมลง
  • แมวอาจกินหญ้า เพราะต้องการแร่ธาตุ หรือวิตามินบางชนิด
  • แมวอาจดูเหมือนเป็นสัตว์ที่นอนตลอดทั้งวัน แต่ความเป็นจริงแล้ว แมวจะหลับๆ ตื่นๆ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ สลับกัน
  • แมวจะตื่นขึ้นมา เพื่อจะสำรวจเสียง หรือสิ่งแปลกปลอม ที่อยู่รอบๆ ตัว ซึ่งหากไม่มีอะไรน่าสนใจ มันก็จะหลับต่อ
  • ในขณะที่แมวหลับ หูของแมวก็ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่จะพลิกไปมาอยู่เสมอ เพื่อดักฟังเสียงแปลกปลอมซึ่งหูของแมวสามารถฟังเสียงความถี่ ได้สูงกว่าที่มนุษย์ได้ยินมาก
  • แมวหลายตัวชอบถู หรือชอบกลิ้งเกลือกตัว กับที่ที่มีกลิ่นแรง เพราะเป็นสัญชาติญาณ ที่ติดมาจากธรรมชาติ

การผสมพันธุ์ของแมว

  • แมวตัวเมียจะเป็นสัด ปีละ 3-4 ครั้ง แต่ละครั้งยาวนานประมาณ 3 วัน
  • เมื่อแมวตัวเมียพร้อมที่จะผสมพันธุ์ มันจะปล่อยกลิ่น และส่งเสียงร้อง ที่บ่งบอกถึงภาวะเป็นสัดของมัน และจะยอมให้ตัวผู้เข้าใกล้ เพื่อผสมพันธุ์ได้
  • แมวตัวเมียจะใช้เวลาตั้งท้อง นานประมาณ 63-66 วัน
  • แมวชอบออกลูกในสถานที่เงียบ ปลอดภัย และไม่ถูกรบกวน
  • แมวออกลูกปีละประมาณ 2 ครอก และมีลูกได้ 1-8 ตัว

ลูกแมวและการเจริญเติบโต

  • ลูกแมวแรกเกิด จะหนักประมาณ 85-110 กรัม
  • ลูกแมวจะเปิดตาได้ ภายใน 7-20 วัน
  • ลูกแมวจะเริ่มเดินได้ เมื่ออายุ 9-15 วัน
  • ลูกแมวจะเริ่มกินอาหารแข็งได้ เมื่ออายุ 4 สัปดาห์
  • ลูกแมวจะหย่านม เมื่ออายุ 8-10 สัปดาห์
  • ลูกแมวจะสามารถแยกจากแม่ และหากินเองได้ เมื่ออายุ 6 เดือน
  • ลูกแมวเข้าสู่วัยหนุ่มสาว เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และพร้อมที่จะผสมพันธุ์ เมื่ออายุ 10-12 เดือน

รู้หรือไม่? นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาและค้นพบว่า แมวถือเป็นสัตว์ที่เป็นภัยคุกคาม ต่อสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างมาก มันฆ่านกไปถึงปีละ 2,000-4,000 ล้านตัวในสหรัฐอเมริกา, 70 ล้านตัวต่อปีในออสเตรเลีย และ 27 ล้านตัวต่อปีในอังกฤษ รวมทั้งหมดปีละ 7,000–20,000 ล้านตัวในทั่วโลก เพราะแมวเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณนักล่า และบางทีมันก็ล่าหรือฆ่า เพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่ได้นำมากินเป็นอาหาร