ไข้หัดแมว หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ‘โรคลำไส้อักเสบในแมว’ หรือ ‘โรคติดเชื้อไวรัสพาร์โวในแมว’ คือโรคที่ทำให้แมว มีอาการคล้ายเป็นหวัด ควบคู่ไปกับอาการท้องเสีย ซึ่งอาจทำให้แมวถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น คนเลี้ยงแมวจึงควรหมั่นสังเกต อาการของแมวที่เลี้ยงไว้ เพื่อจะได้ดูแลแมว ให้ปลอดภัยจากโรคนี้ได้

ไข้หัดแมว เกิดจากอะไร แมวที่ป่วยโรคนี้จะมีอาการอย่างไร

โรคนี้เกิดจาก ‘เชื้อไวรัสพาร์โวไวรัส’ หรือ feline parvovirus มีผลต่อระบบทางเดินอาหารของแมว แต่ไม่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ เหมือนกับโรคไข้หวัดแมว โดยเชื้อไวรัส feline parvovirus เป็นไวรัสที่มีความคงทน ในสิ่งแวดล้อมที่อุณหภูมิห้อง ได้นานถึง 1 ปี แต่ถูกทําลายได้ ด้วยน้ำยาฟอกขาว ที่มีความเข้มข้น 6%

อาการป่วยไข้หัดแมว สามารถเกิดขึ้นได้กับแมวทุกอายุ แต่มักจะพบในแมวอายุน้อย และก่อให้เกิดความรุนแรงค่อนข้างมาก เพราะจะทำให้ลูกแมวตาบอดได้ และส่งผลต่อการทรงตัวของลูกแมวด้วย

หากแมวที่ตั้งท้องป่วยโรคไข้หัดแมว อาจทำให้แท้งลูก หรืออาจทำให้ลูกตายหลังคลอดได้ แต่แมวโตที่ป่วยด้วยโรคนี้ แล้วร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ อาการก็จะดีขึ้นเอง

โรคไข้หัดแมว จะมีระยะในการฟักตัวของโรค ประมาณ 2 – 7 วัน ถือเป็นโรคที่มีอัตราการตายสูง โดยเฉพาะแมวที่ไม่เคยฉีดวัคซีน และแมวอายุน้อย จะมีอัตราการตายอยู่ที่ 25 – 90%

ส่วนแมวที่รักษาจนหาย ในระยะแรกก็จะยังตรวจพบ ‘เชื้อไวรัสในอุจจาระ’ ได้นานหลายสัปดาห์ และลำไส้ของแมวที่ป่วย จะเกิดการหนาตัว เนื่องจากแก๊สและของเหลว อีกทั้งยังมีเม็ดเลือดขาวที่ต่ำมาก

โดยในแต่ละปี มีรายงานว่าพบแมวที่ป่วย และเสียชีวิตจากโรคนี้อยู่ไม่น้อย และยังเคยพบการระบาดของโรคอย่างรุนแรง ในเขตจังหวัดอ่างทอง ช่วงปี พ.ศ. 2555-2557 จนทำให้แมว ที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค แสดงอาการป่วย และเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน จำนวนหลายร้อยตัว

แมวที่ป่วยโรค ไข้หัดแมว จะมีอาการดังนี้…

  • มีไข้
  • ซึม
  • เบื่ออาหาร
  • อาเจียน
  • ร่างกายขาดน้ำ
  • ท้องเสีย และบางอาจท้องเสียหนัก จนถ่ายเป็นเลือดได้

วิธีการวินิจฉัยอาการแมว ที่ป่วยโรคไข้หัดแมว

1. สังเกตอาการ ร่วมกับการตรวจค่าเลือด โดยมักพบว่ามีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ และความรุนแรงของโรค จะสัมพันธ์กับ การลดลงของเม็ดเลือดขาว

2. การตรวจทางเซรุ่มวิทยา หรือ serology โดยใช้ชุดตรวจแอนติเจน ที่ใช้สําหรับตรวจเชื้อไวรัสพาร์โว

3. การตรวจ PCR

วิธีการรักษา หากแมวป่วยโรคไข้หัดแมว

โรคนี้ถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง โดยเฉพาะแมวที่ไม่กินอาหาร แต่อาเจียน และท้องเสีย ก็จะยิ่งทำให้ร่างกายของแมวอ่อนเพลีย และทรุดโทรม จนอาจช็อคได้ แต่โรคนี้ยังไม่มียา สำหรับการรักษาโดยตรง จึงต้องทำการรักษาตามอาการ และพยุงอาการ เพื่อให้แมวที่ป่วย สามารถสร้างภูมิต้านทานต่อโรคขึ้นมาเองได้

ยกตัวอย่างเช่น ให้ยาเพื่อระงับการอาเจียน ให้งดอาหารและน้ำ เพื่อลดการทำงานของลำไส้ ให้สารอาหารและน้ำ เข้าทางหลอดเลือดของแมว และให้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการรักษา

การติดต่อ ของโรคไข้หัดแมว

โรคไข้หัดแมวไม่สามารถติดต่อจากแมวสู่คน แต่ติดต่อระหว่างแมวด้วยกัน จากการสัมผัสแมวป่วย สารคัดหลั่ง อุจจาระ หรือภาชนะเครื่องใช้ของแมวที่ป่วย เช่น ภาชนะใส่อาหาร ใส่น้ำ กรงแมว ที่ขับถ่ายของแมว พื้นดินที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส เป็นต้น

ทั้งนี้ หากเลี้ยงแมวร่วมกันหลายตัว ก็จะแพร่โรคได้ง่ายมาก และคนเลี้ยงเองก็สามารถเป็นพาหะนำโรคได้ จากการสัมผัสแมวป่วย แล้วมีเชื้อไวรัสติดเสื้อผ้า แล้วมีแมวตัวอื่นมาสัมผัสต่อ

วิธีการป้องกัน โรคไข้หัดแมว ไม่ให้ติดต่อกันระหว่างแมว

ต้องแยกแมวที่ป่วย ออกจากแมวตัวอื่นทันที แล้วทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรค ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ที่ผสมโซเดียมไฮโปคลอไรด์ เพราะเชื้อโรคอาจแพร่ มาจากอุจจาระ หรือปัสสาวะ ของแมวที่ป่วยได้

วิธีการป้องกัน ไม่ให้แมวที่เลี้ยง ติดโรคไข้หัดแมว

ควรพาแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรค เป็นประจำทุกปี โดยมีวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดแมวอยู่หลายยี่ห้อ และยังเป็นวัคซีนรวม ที่สามารถใช้ป้องกันได้ ทั้งโรคไข้หัดแมว และโรคไข้หวัดแมวด้วย

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดแมว เข็มที่ 1 ควรฉีดเมื่อแมวอายุ 2 เดือน เข็มที่ 2 ควรฉีดเมื่อแมวอายุ 2 เดือนครึ่ง และเข็มที่ 3 เป็นต้นไป ควรฉีดปีละ 1 เข็ม เป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ เจ้าของแมว ที่แมวเพิ่งตาย ด้วยโรคไข้หัดแมว ในระยะแรกๆ ไม่ควรนำลูกแมว ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีน เข้ามาเลี้ยง แต่ควรนำลูกแมวไปฉีดวัคซีนก่อน