ไวรัสโคโรนาในแมว หรือ Feline Coronavirus (FCoV) ซึ่งเป็นคนละสายพันธุ์กับไวรัสโคโรน่าในคน เป็นสาเหตุที่ทำให้แมวป่วยเป็น ‘โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบในแมว’ หรือ Feline Infectious Peritonitis (FIP) ได้ ซึ่งถือเป็นโรคที่มีความรุนแรง และจะรอดชีวิตได้ค่อนข้างต่ำ

โรคนี้มักพบได้จากการปนเปื้อน ของเชื้อไวรัสโคโรนาในแมว ผ่านทางอุจจาระของแมว โดยมักพบในแมวที่ถูกเลี้ยง แบบมีสภาพแวดล้อมที่หนาแน่น และมักเกิดกับแมวเด็ก ที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี หรือแมวที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องภูมิคุ้มกัน หรือแมวเพศผู้ที่ยังไม่ทำหมัน รวมทั้งในแมวสายพันธุ์แท้ เช่น British shorthairs, Bengals, Himalayans หรือ Ragdolls เป็นต้น

การต่อของโรคนี้ ไม่สามารถติดต่อสู่คน แต่สามารถติดต่อจากแมวสู่แมว ผ่านทางการเลียขน การใช้ของร่วมกัน และทางอุจจาระของแมว โดยเฉพาะตอนที่แมวใช้กระบะทราย

อาการทั่วไปของแมวที่ป่วยโรคนี้ ได้แก่ มีไข้ ซึม กินอาหารน้อย ส่วนอาการเฉพาะเจาะจง หากแมวป่วยโรคนี้ แล้วแสดงอาการแบบเปียก (Effusive Form) ได้แก่ ท้องป่อง เพราะมีของเหลวสะสมในช่องท้องปริมาณมาก หรือหายใจหอบถี่ ขณะที่อาการเฉพาะ สำหรับแมวที่ป่วยแบบแห้ง (Non-effusive form) ได้แก่ เดินเซ ขาอ่อนแรง หรือม่านตาอักเสบ

ไวรัสโคโรนาในแมว ที่ทำให้แมวป่วย ‘โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ’ มีวิธีการรักษาอย่างไร?

1. สัตวแพทย์จะประเมินความเสี่ยงของโรคนี้ จากอายุ การเลี้ยงดู ประวัติการเจ็บป่วย และอาการ

2. หากพบว่าแมวอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของโรค สัตวแพทย์จะเก็บตัวอย่างเลือด เก็บตัวอย่างของเหลวในช่องอก เก็บตัวอย่างของเหลวในช่องท้อง พร้อมกับการทำอัลตราซาวด์ และทำรังสีวินิจฉัยแบบเบื้องต้น

3. หากพบความผิดปกติ ที่สามารถบ่งชี้ถึงโรค สัตวแพทย์จะส่งตรวจ สารพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาในแมว (FCoV) เพื่อยืนยันผลจากห้องแล็บ

4. วิธีการรักษาโรคนั้น สัตวแพทย์จะทำการรักษาตามอาการ

5. ขณะนี้มีงานวิจัยที่ต่างประเทศ ได้มีการทดลองนำยาต้านไวรัส มาใช้ในแมวที่ป่วยโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ และมีผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ จึงต้องรอว่า จะมีการขึ้นทะเบียนยาต้านไวรัสตัวดังกล่าว และจะได้รับการอนุมัติให้ใช้ ในการรักษาโรคนี้ได้หรือไม่